วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วิธี setup drupal

และแล้วก็ถึงจนได้ครับ สิ่งที่เรารอคอย นั่นคือ การนำ drupal ซึ่งเป็น cmธีการs ขึ้นไป run บน appserv
ถ้ามีตัว drupal แล้วก็มาลุยกันเลยครับ แต่ถ้ายังไม่มีก็ไปดาวน์โหลด ส่วนวิธีการดาวน์โหลดได้บอกไว้แล้วครับในหัวข้อ สิ่งที่จะเตรียมก่อนสร้างเว็บ

1. แตกไฟล์ซิปของ drupal ออกมาครับ
2. ให้ทำการเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ drupal ที่เราได้ทำการแตกซิปออกมาให้เป็นชื่อเว็บของเราครับ เช่น ผมเปลี่ยนชื่อเป็น test ครับ
3. ยกไปทั้ง folder เลยครับ จะโดยการ copy หรือ cut ก็ได้ครับ ให้นำไปไว้ที่โฟลเดอร์ www ใน appserv ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใน drive c: ครับ โดยผมจะเขียนเป็น command ไว้ให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ c:\appserv\www
หมายถึง ผมต้องไปที่ไดร์ฟ c: เข้าไปที่โฟลเดอร์ appserv เข้าไปในโฟลเดอร์ที่ชื่อ www ครับ
4. จากนั้นให้เราวางโฟลเดอที่ยกมาไว้ในโฟลเดอร์ www ได้เลยครับ โดยการกด ctrl+V
5. เมื่อวางเสร็จแล้วให้ปิดโฟลเดอร์ได้เลยครับ
6. เปิด browser ขึ้นมา ตรงช่องที่พิมพ์เว็บพิมพ์คำว่า localhost/ ตามด้วยชื่อเว็บที่เราได้ก๊อบไปวางไว้ในโฟลเดอร์ www
ตัวอย่าง ในที่นี้ของผมเปลี่ยนชื่อโฟลเดอ drupal เป็น test ผมก็ต้องพิมพ์ว่า localhost/test จากนั้นก็กด enter ครับ
7. จะขึ้นหน้าให้ install profile โดยในหน้านี้จะคล้ายกับการนำเว็บขึ้นโฮสจริง ให้เรากดปุ่ม save and continue ผ่านหน้านี้ไปเลยครับ เพราะเราจะใช้ profile แบบ standard ครับ
8. จะปรากฏหน้าให้เลือกภาษา ก็ผ่านไปเลยครับ เพราะมีภาษาอังกฤษภาษาเดียวครับ
9. โดยปกติแล้วเราจะต้องติดหน้า requirement problem แต่ในที่นี้จะหลุดมาที่หน้า database configuration เลยครับ เนื่องจาก ตอนที่เราตั้งค่า appserv เราได้ไปแก้ไขตรง memory limit ให้มีค่าสูงขึ้น หวังว่าคงจะจำได้นะครับ
10 ในหัวข้อ database configuration ให้เลือก MySQL, MariaDB, or equivalent โดยปกติจะเลือกไว้อยู่แล้ว
11. ตรงช่อง database name ให้ใส่ชื่อฐานข้อมูลที่เราสร้างไว้ใน appserv เอ จะจำกันได้ไหม ถ้าจำไม่ได้ล่ะทำไง
โอ๋ ๆๆๆ อย่าร้องให้ เดี๋ยวพาไปดู
โดยการเข้าไปที่โฟลเดอร์ appserv เข้าไปที่โฟลเดอร์ mysql เข้าไปที่โฟรเดอร์ data แล้วพยายามดูชื่อถานข้อมูลที่เขียนในนั้น
แต่ถ้ามีการติดตั้งเว็บหลายเว็บ ก็อาจมีฐานข้อมูลหลายอัน อันนี้ยากหน่อยครับ ทางที่ดีควรจำให้ได้จะดีที่สุดครับ
12. ในช่อง database username ให้ใส่คำว่า root
database password ให้ใส่ password ที่เราได้ตั้งไว้ตอนติดตั้ง appserv
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วให้กดปุ่ม save and continue ได้เลยครับ
13. จะปรากฏหน้า installing drupal นั่นให้คุณมั่นใจได้เลยว่า ข้อมูลของท่านถูกต้องครับ ไปจิบเบียเย็น ๆ สักแก้วแล้วมาดูกันต่อในหน้า configure site
14. ในหน้านี้มีข้อมูลที่จำเป็นต้องกรอกครับ เราจะมาดูทีละช่องครับ
site information หมายถึง ข้อมูลทั่วไปของเว็บ หรือผู้จดโดเมนครับ
site name ให้เรากรอกชื่อเว็บที่จะตั้งบนหัวเว็บครับ เช่น welcome to my website
site e-mail ให้เรากรอกอีเมลล์อะไรก็ได้ ถ้าเป็นโฮสจริงเราต้องกรอกอีเมลล์จริงนะครับ เพื่อระบบจะใช้ติดต่อส่งข้อมูลด้านการจดทะเบียน ระยะเวลาการเช่าโฮสอะไรทำนองนั้นครับ
ในข้อนี้จะเป็นข้อมูลโดยรวมของผู้สมัครครับ เดี๋ยวจะไปดู site ต่อไปครับ
15 Site maintenance account ส่วนนี้จะเป็น site ที่จะให้เรากรอกเพื่อเวลาเข้าไปบำรุงรักษาเว็บ ปลับแต่งเว็บ ครับ เราจะมาดูทีละอันครับ
username หมายถึงชื่อที่เราจะใช้เข้าระบบครับ โดยปกติถ้าเป็น admin ก็จะใช้คำว่า webmaster , administrator , admin ฯ user นอกจากใช้เข้าระบบแล้วยังต้องใช้เป็นชื่อ เวลาเราเขียนบทความ โพส โดยจะขึ้นว่า publish by ตามด้วยชื่อ user name ของเรา ซึ่งเราจะไม่ให้มันแสดงก็ได้ครับ ซึ่งจะกล่าวต่อไปครับ
password ก็ตรงตัวครับ คือ password เข้าระบบ เราจะตั้งเป็นอะไรก็ได้ครับ
confirm password ก็เหมือนกับ password อย่าตั้งไม่ตรงกันนะครับ เดี๋ยวไม่ผ่านครับ
ตรงช่อง server country เลือก asia/thailand
ตรงช่อง timezone ให้เลือก bangkok+gmt7
จากนั้นกด save and continue
16. จะขึ้นหน้า finish ครับ และจะมีลิงค์ visit your new site ครับ เราก็ลองเข้าไปดูได้เลยครับ

เฮ้อออ กว่าจะจบก็เอาเมื่อยนิ้วแนะ แต่เพื่อผู้อ่านทุกท่าน เราทำได้ และจะทำต่อไปครับ
ก่อนจบคงมีคนถามว่า อ่าว แล้วถ้าเราเข้าเว็บเราอีก เราต้องนั่ง install แบบนี้อีกไหม ขอตอบว่า ไม่ต้องครับ ทำแค่ครั้งเดียว จนกว่าเราจะทำเว็บใหม่ครับ
เดี๋ยวเรื่องต่อไปจะพาไปปลับโน่น ย้ายนี่ ลื้อนั่น กันครับ คราวนี้แหละ จะได้รู้กันว่า เว็บจะเละหรือไม่เละครับ อิอิ
ไปแล้วน้าก๊าบบบบ ขอไป setup drupal ก่อนก๊าบบบบ

วิธีการ setup ฐานข้อมูลใน apserv

ใกล้ความจริงกันเข้ามาแล้วครับ สำหรับการทำเว็บแบบ cms เรายังเหลือฐานข้อมูลที่จะใช้ครับ เรามาดูกันนะครับ








1. เปิด web browser internet explore mozilla filefox google chrome แล้วแต่ถนัดครับ


2. ที่ช่องพิมพ์เว็บให้พิมพ์คำว่า localhost แล้วกด enter หรือถ้าใครกดแล้วไม่ขึ้นก็พิมพ์ http://localhost/ แล้วกด enter ก็ได้ครับ


3. จะปรากฏหน้า appserv open project ขึ้นมา ให้เราเลือกที่เขียนว่า php my admin


4. จากนั้นให้เราใส่ user กับ password โดย user ให้พิมพ์คำว่า root ส่วน password ก็อันที่เราตั้งตอนติดตั้ง appserv ครับ เสร็จแล้วกด ok ครับ


5. จากนั้นจะมีหน้าการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมา ให้เราพิมพ์ชื่อฐานข้อมูลที่เราต้องการ อย่างของผมใช้ชื่อฐานข้อมูลว่า web-drupal จากนั้นกด enter เพื่อสร้างฐานข้อมูลครับ


6. เมื่อได้ฐานข้อมูลมาแล้ว ให้เราออกจากโปรแกรมไปเลยครับ เราไม่จำเป็นต้องสร้างตาราง หรือโค้ตใด ๆ เพราะเราจะให้ drupal จัดการให้ครับ
7. ทำการ restart apache โดยไปที่ start> control panel> administrative tools> services แล้วกด enter
จากนั้นกด tab หนึ่งครั้ง กด a มาหาคำว่า apache แล้วกด tab ไปหาคำว่า restart แล้วกด enter ระบบจะทำการ restart apache
ก็เป็นอันเสร็จพิธีครับ จะเล่าเรื่องโจ๊กก่อนจากให้ฟังครับ
เคสนี้เกิดขึ้นกับผม ณ วันจันทร์ที่ผ่านมา ผม restart apache ไม่เป็น เลยทำการ setup drupal ไม่ได้สักที นั่งเคลียดตั้งนาน ทีแรกก็ไม่รู้จะทำไง เลยโทษมั่วว่าเป็นที่โปรแกรม เลยลบแล้วลงใหม่ก็ไม่หาย ต่อไปก็โทษฐานข้อมูล ก็ไปลบแล้วทำใหม่ก็ไม่หายอีก เลยตัดสินใจ ปิดเครื่องนอนดูบอล แต่พอมาเปิดเครื่องใหม่ก็ทำได้ปกติเลย เราก็ไปถามพี่เขา พี่เขาตอบว่า ต้อง restart apache ใหม่ เลยถึงบางอ้อ แต่ถ้าใครทำไม่เป็นจริง ๆ ก็นี่เลยครับ restart เครื่องไปเลย ก็เท่ากับการ restart apache เหมือนกัน เท่ากับว่าได้ restart ทั้งเครื่องทั้ง apache เลย ดีปะ
แต่อย่าไปถอดโปรแกรมหรือฐานข้อมูลเหมือนผมนะครับ
เดี๋ยวเรื่องต่อไปเราจะวาง drupal ไว้บน appserv ซึ่งเป็น host เสมือนครับ

วิธีตั้งค่า appserv ให้ใช้กับ Drupal

ก่อนที่เราจะนำ drupal มาลงได้นั้น เราต้องทำการปลับค่าบางอย่างของ appserv ให้มีความเข้ากันได้


ก็เหมือนการปลับพื้นดินก่อนสร้างบ้านครับ


เรามาดูกัน ก่อนอื่นต้องระมัดระวังนิดนึงนะครับ



1. ให้เรากดปุ่ม start menu เลือกที่ programs หรือ all programs เลือก appserv เลือกที่ configuration server เลือกที่ php edit php.ini แล้วกด enter โปรแกรม notepad จะถูกเปิดขึ้นมา


(เมื่อเข้า notepad แล้ว ต้องระวัง อย่าไปพิมพ์อะไร หรือกดปุ่ม space หรือปุ่มใด ๆ เด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการเสียหาย และการทำงานที่ผิดพลาดของ appserv ได้


2. ไปที่เมนู edit เลือกที่ find (ctrl+f สำหรับคีย์บอร์ด พิมพ์คำว่า pdo แล้วกด enter จากนั้นกด esc เพื่อจากหน้า find


3. ให้หาบรรทัดที่เขียนว่า


extension=php_pdo.dll


บรรทัดนี้ไม่มี ; ให้เราผ่านไป นั่นหมายความว่าเราได้เปิดฟังก์ชันนี้แล้วฃ


4. ให้หาบรรทัดที่เขียนว่า


;extension=php_pdo_mysql.dll


จะสังเกตได้ว่ามี ; อยู่ ให้เราเอา ; ออก เพื่อเป็นการเปิดฟังก์ชันนี้ ก็จะได้


extension=php_pdo_mysql.dll


5. ไปที่เมนู edit เลือกที่ find (ctrl+f) แล้วพิมพ์คำว่า memory แล้วกด enter จากนั้นกด esc เพื่อออกจากเมนู find


6. ให้หาบรรทัดที่เขียนว่า


memory_limit = 24M ; Maximum amount of memory a script may consume (8MB)


7. ให้แก้ตัวเลข 24 เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทีละ 8mb เช่น 32 40 48 ฯ


ในที่นี้ผมตั้งไว้ที่ 128 ก็จะได้


memory_limit = 128M ; Maximum amount of memory a script may consume (8MB)


ขออธิบายนิดนึงนะครับ ในข้อที่ 7 นี้ท่านอาจสงสัยว่า memory ที่ว่าหมายถึงอะไร ขอตอบว่า memory ในที่นี้หมายถึงพื้นที่ที่เราจะไปวางเว็บ ไม่ใช่พื้นที่ของฮาร์ดดิสที่เรามีครับ


จะเปลียบได้กับการเช่าโฮสจริง ที่เขาจะมีแพ็กเกจให้เลือกว่าเราจะเช่าพื้นที่ของโฮสเท่าไร เช่น 1gb 3 gb


ท่านอาจไม่เข้าใจอีกว่าพื้นที่โฮสคืออะไรขอยกตัวอย่างให้ดูง่าย ๆ ครับ


สมมุติผมมีที่ดิน 1-000 ไล่ ที่ดินก็เหมือนโฮสตัวนึง นาย ก มาขอเช่าที่ดินโดยจะขอปลูกบ้าน 20 ไล่ ก็เหมือนเราจะนำเว็บขึ้น host ผู้เช่าบ้านก็เปลียบเหมือน เว็บครับ ส่วนที่ดิน 20 ไล่ที่นาย ก ขอเช่าก็เหมือนพื้นที่โฮสที่ได้เลือกไว้โดยมีความจุ 20nb


8. เมื่อแน่ใจว่า ไฟล์นี้เราได้แก้คำสั่งแล้วให้


กด ctrl+s เพื่อ save จากนั้นกด alt+f4 เพื่อปิดโปรแกรม


นี่ก็เป็นการตั้งค่านะครับ ก็ระวังนิดนึงครับ แต่ถาเผลอไปกดเราก็แค่คลิกออก แล้วตอบ no ไปก็ได้ครับ

วิธีติดตั้ง appserv

ก่อนที่เราจะสร้างเว็บไซต์ได้นั้น เราจะต้องมี host เสมือน ไว้สำหรับให้เว็บไซต์ทำงานได้ ในวันนี้เราจะใช้ appserv ซึ่งเป็นโฮสเสมือนดังกล่าว
เราจะมาดูการติดตั้งกันครับ
(ข้อความในวงเล็บหมายถึง คำสั่งในการใช้ คีย์บอร์ดครับ)
1. หลังจาก download โปรแกรม เราต้องเข้าไปในโฟลเดอร์ที่เราเก็บตัวติดตั้ง appserv ไว้
(หมายเหตุ การดาวน์โหลด appserv ให้ไปดูที่หัวข้อ สิ่งที่จะเตรียมก่อนการทำเว็บ)
2. เมื่อ run ขึ้นมาแล้ว จะปรากฏหน้าต่างต้อนรับการติดตั้ง ให้คลิก next (กด tab มาที่ Next แล้วกด space)
3. จะปรากฏหน้าต่าง license agreement ให้เลือก I agree
4. จะปรากฏหน้าให้เราเลือกที่ติดตั้งเราก็ไม่ต้องเปลี่ยน ให้ กด next
5. จะมี option ให้เราติ๊ก เราก็ติ๊กให้หมด
6. จะปรากฏหน้าให้เราตั้งชื่อ server name เราก็ใส่ไป ในที่นี้ผมตั้งชื่อว่า orange
ตรงช่อง e-mail เราก็ใส่อีเมลล์ (ไม่จำเป็นต้องอีเมลล์จริง) จากนั้นกด next
7. จะปรากฏหน้าให้เราตั้ง Root password เราก็ใส่ password ตามที่เราต้องการ
เสร็จแล้วกด tab มาที่ช่อง retype password ให้พิมพ์ password ที่เราตั้งให้ตรงกับช่องแรก จากนั้นกดปุ่ม install แล้วกด enter
8. หลังจาก install แล้ว กดปุ่ม finish เพื่อเสร็จขั้นตอนติดตั้ง
หวังว่าท่านผู้อ่านน่าจะทำกันได้นะครับ ไม่ยากเลยครับ พบกันครั้งหน้าครับ

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่จะต้องเตรียมก่อนสร้างเว็บ

ก่อนอื่นเราต้องเตรียมโปรแกรมที่จำเป็นจะใช้ให้เรียบร้อยนะครับ โดยบทความนี้ผมจะบอกคล่าว ๆ เพียงแค่ การดาวน์โหลดครับ ส่วนการติดตั้งแต่ละโปรแกรมจะพูดในหัวข้อต่อไปนะครับ 1. โปรแกรม appserv เป็นโปรแกรมไว้สำหรับสร้าง host (server เสมือนสำหรับนำเว็บไซต์ขึ้นไปเก็บ) โดยเว็บปกติเราจะต้องไปเช่าพื้นที่โฮส หรือยิงขึ้น server station ของตัวเอง
สามารถดาวน์โหลดได้ที่
http://www.appservnetwork.com/
เมื่อเข้าเว็บ appserv แล้ว ให้เลือก version ของ appserv ที่จะใช้ โดยผมจะเลือก v2.5 อาจมีบางคนตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ใช้ 2.6 ล่ะ ดูใหม่กว่า ขอตอบเลยว่า ผมได้ทดลองนำไปติดตั้งแล้ว และพบปัญหาตอนแก้ไข php config ตัว mysql หายครับ เลยทำให้รันเว็บไม่ผ่าน
(ในบางกรณีหากเลือก appserv ที่จะโหลดแล้วมี popup b
lock ไว้ ให้คลิกที่ popup ที่มุมซ้ายแล้วเลือกที่ปุ่ม download)

2. Drupal เป็นโปรแกรมสร้างเว็บ cms ประเภทหนึ่ง อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วในบทแรก นั่นคือ cms ก็เหมือนสูตรก๋วยเตี๋ยวสำเร็จรูปที่เราไปซื้อมา drupal ก็เป็นเช่นเดียวกัน ซึ่งเราจะใช้สอนในครั้งนี้
สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.drupal.org/ เมื่อเข้าไปแล้วให้เลือกที่ลิงค์ download and extend
ในส่วนนี้จะมีส่วนประกอบของ drupal ให้เราเลือก download ได้ดังนี้


  • Drupal Core เป็นโครงสร้างที่เราจะนำมาใช้ครับ






  • Modules เป็นโมดูลสำหรับเลือกว่าจะสร้างเว็บแบบไหน ซึ่งอันนี้ผมออกตัวไว้ว่ายังไม่ได้ลองครับ






  • Themes เป็นรูปแบบหน้าตาของเว็บที่จะใช้ครับ อันนี้ผมได้ลองแค่ themes เดียวคือ zen ครับ เพราะงายและผู้พิการสายตาอย่างผมสามารถออกแบบได้ง่ายครับ





  • Translations เป็นตัวแปลภาษาต่าง ๆ ซึ่งตัว drupal ได้มีการแปลเป็นไทยด้วยครับ สำหรับผู้ที่จะเขียนเว็บเป็นภาษาไทยก็หายห่วงครับ แต่ประสิทธิภาพการแปลก็ประมาณ 90% ครับ



  • Installation Profiles อันนี้ผมไม่เคยเล่นครับ



  • ซึ่งผมจะโหลดตัว core มานะครับ โดยคลิกที่ลิงค์ drupal core

    ต่อจากนั้นเลือก drupal v7.10 ครับ แต่ต้องระวังนิดนึงนะครับ โดยต้องโหลดไฟล์ที่เป็น zip ครับ โหลดที่นี่ได้ครับ






    zip (3.34 MB)


    นี่คือคล่าว ๆ ในการเตรียมครับ ส่วนพวกโมดูล ภาษา ผมจะนำมากล่าวในบทต่อไป อย่างเช่น การเซ็ตภาษาไทย ผมจะมาบอกวิธีดาวน์โหลดของ translate และการติดตั้งตัว core ภาษาไทยครับ เพราะถ้านำมากล่าวในบทนี้เดี๋ยวจะงงครับ เลยเอาคล่าว ๆ แค่นี้ก่อนครับ
    เดี๋ยวเราจะไปเรียนรู้การติดตั้งของแต่ละโปรแกรมในบทต่อไปครับ

    วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

    รู้จักกับ drupal

    drupal เป็นมากกว่าเพียงแค่ระบบ CMS, ความสามารถในการโปรแกรมเพิ่มเติมมีความสำคัญกับ project drupal เหนือกว่าการออกแบบให้ง่ายต่อการใช้งาน. code ของ drupal นั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย อ่านง่าย, Web ที่ใช้ drupal นั้น load ได้อย่างรวดเร็ว และเป็น CMS ที่นั้บว่าดีที่สุดในการทำ SEO (search engine optimization) แถมยังมี community ที่แข็งแกร่ง และ add-on ให้เลือกใช้ได้เป็นร้อยๆเลยทีเดียว

    drupal มีโครงสร้างโปรแกรมที่ต่างจาก CMS อื่น ๆ ผู้จัดการบริหารระบบไม่มี User Interface แยกออกไปต่างหากดังเช่น CMS โปรแกรมอื่น ๆ แต่ User Interafce ของ Drupal จะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามสิทธิ์ของผู้ใช้ Drupal มีระบบบริหารและกำหนดสิทธิสมาชิกที่ดีมาก มีความยืดหยุ่นสูง แม้ว่าตอนแรกๆ อาจจะสับสนกับการใช้งานบ้าง แต่เมื่อเข้าใจระบบแล้ว จะรู้สึกว่าใช้งานได้ง่ายและสะดวกมาก นอกจากนี้ Drupal ยังมีรูปแบบการแสดงผลที่ค่อนไปทาง Blog สมัยใหม่ ซึ่งแตกต่างจาก CMS โปรแกรมอื่น ๆ ที่ยังคงมีรูปแบบการแสดงผลเชิงข่าวอยู่ ดังนั้นความแรงของกระแสบลอคจึงมีส่วนผลักดันความนิยมในตัว Drupal


    ข้อมูลจาก http://www.webddee.com/forum/drupal/drupal/

    มารู้จักการเขียนเว็บแบบ cms กันเถอะ

    CMS คืออะไร

        CMS ย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป โดยในการใช้งาน CMS นั้นผู้ใช้งานแทบไม่ต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโปรแกรม ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ ตัวของ CMS เองจะมีโปรแกรมแถมมาและสามารถแทรกเองได้มากมายเช่น webboard , ระบบจัดการป้ายโฆษณา , ระบบนับจำนวนผู้ชม แม้แต่กระทั่งตระกร้าสินค้า และอื่นๆอีกมากมาย     CMS เป็นเหมือนโปรแกรม โปรแกรมหนึ่ง ที่มีผู้พัฒนามาจากภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในเว็บไซต์เช่น PHP , Python , ASP , JSP ซึ่งในปัจจุบันมีคนใจดีพัฒนา CMS ฟรีขึ้นมามากมายอย่างเช่น Mambo , Joomla , Wordpress drupal ซึ่งเราจะใช้ในการสอนครั้งนี้ครับ

    ผมขออธิบายถึง cms เพิ่มเติมนิดนึงตามความเข้าใจของผมเองนะครับ โดยให้ท่านผู้อ่านมองภาพของ cms เหมือนการทำก๋วยเตี๋ยวนะครับ ตามผมมาครับ

    โดยปกติแล้ว การทำก๋วยเตี๋ยวในสมัยก่อน ผู้ที่จะทำก๋วยเตี๋ยวจะต้องรู้สูตรว่า ก๋วยเตี๋ยวจะต้องประกอบด้วยอะไร น้ำซุปทำอย่างไร ลูกชิ้นจะต้องทำอย่างไร ถึงจะเป็นก๋วยเตี๋ยวที่อร่อย ก็เหมือนการเขียนเว็บครับ ในสมัยก่อนเราจะต้องมีพื้นฐานในการเขียนเว็บมาบ้าง อย่างน้อยก็ html PHP ครับ แต่ในปัจจุบันอาจไม่จำเป็นเท่าไรนัก ถ้าจะทำก๋วยเตี๋ยว เราอาจไปซื้อน้ำซุปที่ปรุงสำเร็จมาแล้ว ลูกชิ้นก็เลือกที่เขาทำมาแล้ว เราก็แค่เพียงลวกเส้น ใส่ถั่วงอก หรือจะปรุงอะไรก็ได้ ตามใจชอบ ก็สามารถทำขายได้แล้วครับ Cms ก็เหมือนโปรแกรมสำเร็จรูปในการทำเว็บครับ เพียงแต่เราอาจเพิ่มเติมเนื้อหา ปลับแต่งอะไรเล็กน้อยตามใจชอบครับ

    ขอยกอีกตัวอย่างนะครับ
    CMS ก็เหมือนการสร้างบ้านที่มีการขึ้นโครงสร้าง การวางคาน เสาไว้แล้ว เพียงแต่เราต้องเข้าไปเลือกว่า จะปูกระเบื้องสีอะไร จะทาบ้านด้วยสีอะไร ห้องนอนจะอยู่ที่ไหน ครับ

    ข้อดีของ CMS
        1.ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์ เพียงแค่เคยพิมพ์ หรือเคยโพสข้อความในอินเทอร์เนต ก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้
        2.ไม่เสียเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ ไม่เสียเงินจำนวนมาก
        3.ง่ายต่อการดูแล เพราะมีระบบจัดการทุกอย่างให้เราหมด
        4.มีระบบจัดการที่เราสามารถหามาใส่เพิ่มได้มากมาย อย่างเช่น ระบบแกลลอรี่
        5.สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เพียงแค่โหลดทีม (Theme) ของ CMS นั้นๆ

    ข้อเสียของ CMS 
        1.ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบทีม (หน้าตาของเว็บ) เอง จะต้องใช้ความรู้มากกว่าปรกติ เนื่องจาก CMS มีหลายๆระบบมารวมกันทำให้เกิดความยุ่งยาก
        2.ผู้ใช้จะต้องศึกษาระบบ CMS ที่ผู้พัฒนาสร้างขึ้นมา เช่นจะต้องใส่ข้อความลงตรงไหน จะต้องแทรกภาพอย่างไร ซึ่งจะลำบากเพียงแค่ช่วงแรกเท่านั้น
        3.ในการใช้งานจริงนั้นจะมีความยุ่งยากในการ set up ครั้งแรกกับ web server แต่ปัจจุบันก็มีผู้บริการ web server มากมายที่เสนอลงและ set up ระบบ CMS ให้ฟรีๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    นี่ก็คือคล่าว ๆ ของ cms นะครับ ซึ่ง cms ที่จะใช้ในครั้งนี้จะใช้ของ drupal ครับ ซึ่งเป็น freeware ครับ
    ส่วนจะดาวน์โหลดนะครับ
    ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก http://www.hellomyweb.com/index.php/main/content/121

    รู้จักผู้เขียน

    ก่อนที่เราจะไปเรียนการเขียนเว็บในครั้งนี้ ตามทำเนียมครับ ก็มาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ เพื่อง่ายต่อการติดต่อสอบถามครับ ผมชื่อ กุ้งครับ เป็นผู้พิการสายตาที่มีความสนใจด้านคอมพิวเตอร์ครับ โดยปกติจะเขียนบล็อกของ oknation ครับ ยังไม่ได้เข้ามาจับเรื่องเว็บสักเท่าไรครับ แต่ในครั้งนี้ผมได้รับโอกาส
    จากทั้งสองหน่วยงานซึ่งทำให้ผมได้เข้ามาจับเรื่อง การทำเว็บไซต์อย่างเต็มที่ ซึ่งผมจะลืมไม่ได้ และขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้นั่นก็คือ

    1. บริษัท เออาร์ไอพีจำกัด ( มหาชน) ซึ่งได้ให้โอกาสผมซึ่งเป็นเด็กฝึกงานได้มีเวลาไปเรียนการเขียนเว็บได้อย่างเต็มที่ครับ
    และยังได้ให้ผมเขียนวิธีการสร้างอีกด้วย นี่แหละที่ผมรอคอยครับ
    2. สถาบันคนตาบอดแห่งชาติ เพื่อการวิจัยและพัฒนา สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ให้ความรู้ผมในการเขียน review ในครั้งนี้ครับ
    สุดท้ายนี้ผมหวังว่า บทความของผมจะเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นประโยชน์ของผู้ที่จะลองเขียนเว็บนะครับ
    ถ้ามีข้อสงสัยก็ติดต่อได้ทางอีเมลล์ aunnop.junnim@gmail.com นะครับ